พอได้มาทำงานนี้จริงๆ ถึงรู้ว่าหลายอย่างไม่ได้เป็นแบบที่เคยคิด
บางเรื่องคนก็พูดกันบ่อย จนเผลอเชื่อตาม
หลายอย่างผมก็เข้าใจผิด
มาดูกันครับ
1 ซื้อประกันตอนเด็ก = เบี้ยถูกตลอดไปทุกแบบ
อันนี้จริงแค่บางส่วนครับ
เช่น ประกันชีวิตหลัก หรือประกันบำนาญ หลายแบบจะล็อกเบี้ยไว้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก
แต่ถ้าเป็นประกันสุขภาพ หรือโรคร้ายแรงบางแบบ เบี้ยมักไม่ได้คงที่ไปตลอด เพราะมันขึ้นกับอายุและความเสี่ยงในแต่ละช่วง
- บางแบบปรับทุกปี
- บางแบบปรับเป็นช่วงอายุ
- หรือบางแบบที่ดูเหมือนจ่ายเท่ากัน จริงๆ คือจ่ายแพงเผื่อไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
2 กรมธรรม์เกิน 2 ปีแล้ว / ไม่เคลม บริษัทก็บอกเลิกไม่ได้
อันนี้คนเข้าใจผิดกันเยอะมาก และไม่จริงครับ
"แค่พ้น 2 ปีไปก็จบแล้ว" — มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
เรื่อง 2 ปี มันเกี่ยวกับสิทธิบอกล้างของประกันหลัก (คุ้มครองชีวิต) แต่พอเป็นสัญญาเพิ่มเติม โดยเฉพาะพวกสุขภาพ/โรคร้ายแรง ถ้ามีการจงใจปิดข้อมูลสุขภาพ หรือแถลงไม่ตรงกับความจริง
>>> สามารถปฏิเสธการต่ออายุ หรือการจ่ายเคลมได้
3 หมอบอกไม่อันตราย แล้วทำไมประกันยังยกเว้น?
ในมุมคนทั่วไป ถ้าหมอบอกว่า "ไม่ได้อันตรายมาก แค่ติดตามอาการ" เราก็จะคิดว่าน่าจะผ่านได้สิ เช่น ก้อนแคลเซียม ถุงน้ำ หรือบางอาการเล็กๆ น้อยๆ แต่พอมาดูในมุมประกันถึงเข้าใจว่า
ความเสี่ยงทางการแพทย์ กับ ความเสี่ยงทางประกัน >>> มันไม่เท่ากัน
หมออาจบอกว่า ยังไม่ต้องผ่า / ยังไม่อันตราย / แค่ follow
แต่ทางประกันจะมองว่าความผิดปกตินั้นมันเกิดขึ้นแล้ว และในอนาคตมันอาจพัฒนาเป็นอย่างอื่นได้
พูดง่ายๆ คือคนที่อวัยวะปกติเลย กับคนที่มีถุงน้ำ มีก้อน มีจุดผิดปกติบางอย่าง ต่อให้วันนี้ยังไม่อันตราย ค่าความเสี่ยงของสองคน มันก็ไม่เท่ากันแล้ว
4 ประกันที่ได้เงินคืน ดีกว่าแบบจ่ายทิ้งเสมอ
เพราะคำว่า "ไม่จ่ายทิ้ง" มันฟังดีมาก ใครก็อยากได้อะไรคืนบ้าง
แต่พอมาดูจริงๆ เงินคืนไม่ได้ลอยมาฟรีๆ เพราะถ้ากรมธรรม์ต้องมีเงินคืน เงินส่วนหนึ่งก็ต้องถูกกันไว้เพื่อทำหน้าที่นั้น ซึ่งมักแปลว่าเราอาจแลกกับบางอย่าง เช่น
- ทุนคุ้มครองลดลง
- เบี้ยสูงขึ้น
- หรือคุ้มครองได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าอีกแบบ
5 ยังสุขภาพดีอยู่ เดี๋ยวค่อยทำก็ได้
อันนี้เห็นความเจ็บปวดของลูกค้าหลายคนเลย ที่เริ่มจากคำว่า "จะทำ จะทำ" แล้วสุดท้ายไม่ได้เริ่ม
เคสล่าสุด ผมเจอทั้งเคสก้อนเนื้อ และน้ำท่วมปอด ที่โชคร้าย อยู่ในช่วงที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจ "จะทำ"
ในที่สุด เกิดเหตุขึ้นมา ทำให้หมดสิทธิ์ในการทำ ณ Moment นั้น มีแต่คำว่า เสียดาย และ รู้งี้
จริงอยู่ครับ เราเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่เราก็เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราตอนไหน หลายคนไม่ได้ไม่มีเงิน แต่แค่คิดว่ายังไม่รีบ ทั้งที่เรื่องประกัน วันที่เรายังแข็งแรง คือวันที่เรายังมีทางเลือกมากที่สุด
>>> พอสุขภาพเปลี่ยน สิทธิ์ในการเลือกจะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว
- บางโรคอาจโดนยกเว้น
- บางแบบเบี้ยอาจแพงขึ้น
- บางคนทำไม่ได้เลยก็มี
6 ประกันบำนาญเวนคืนเป็นเงินก้อนได้ เหมือนรับบำเหน็จ
เวนคืนได้ แต่เรื่องไม่จบ!
รัฐให้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วยประกันบำนาญ เพราะอยากสนับสนุนให้เรามีเงินใช้ตอนแก่แบบทยอยรับ มีเงินใช้ไปยาวๆ ไม่อยากให้เอามาก้อนเดียวแล้วบางคนใช้หมด เป็นภาระครอบครัวหรือสังคมต่อ
ถ้าเราทำประกันบำนาญ แล้วเอาเบี้ยไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย...
เวนคืนเอาเงินก้อนออกมาใช้ = ผิดเงื่อนไขสรรพากร
ผลคืออาจต้องคืนภาษีที่เคยใช้สิทธิไป + เงินเพิ่มตามกฎหมายภาษี
(1.5% ต่อเดือน = 18% ต่อปี โหดยังกับดอกเบี้ยบัตรเครดิตเลยนะ)
แต่ถ้าคนนั้นไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากประกันบำนาญ อันนั้นจบไป เวนคืนได้ครับ
หลายเรื่องในประกันฟังเผินๆ เหมือนง่าย แต่พอลงลึกจริงๆ มันมีรายละเอียดที่ต่างกันเยอะมาก
ยิ่งมาทำงานนี้ ยิ่งรู้ว่าเรื่องประกันไม่ได้น่ากลัวเพราะเงื่อนไขมันซับซ้อน
แต่น่ากลัวเพราะคนส่วนใหญ่มักเข้าใจมันบางส่วน...
