พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้วโว้ยยย!
ยิ่งบวกกับข่าวราคาน้ำมันขึ้นไปอีก แค่ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดีเซลขึ้นไปแล้วเกิน 6 บาท
สิ่งที่น่ากังวลกว่าราคาหน้าปั๊ม คือ Domino Effect ที่มันซัดตามมาเป็นทอดๆ
ในวันที่โลกตะโกนใส่เราว่าทุกอย่างแพงขึ้น สิ่งที่ลดลงมาเฉยคือ ความมั่นคง
เพราะผลกระทบจากน้ำมัน ไม่ได้หยุดอยู่แค่น้ำมันเติมรถ แต่มันค่อยๆ ไหลไปถึง ต้นทุนธุรกิจ การจ้างงาน ความมั่นใจของนายจ้าง และสุดท้ายคือ ความมั่นคงของคนทำงาน
บริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากปลดคนทันทีหรอก แต่จะเริ่มจาก
>> ยังไม่รับเพิ่มดีกว่า
>> โปรเจกต์นี้รอไปก่อน
>> โบนัสค่อยว่ากัน
>> ทีมเดิมช่วยกันแบกไปก่อน
พอต้นทุนพุ่ง ธุรกิจที่ margin บางอยู่แล้วมันเริ่มเข้าเนื้อไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มถึงเวลาที่จะตัดค่าใช้จ่าย และอันดับต้นๆ คือ headcount
สมัยเป็น HR เราเห็นคนเก่งๆ หลายคนต้องเคว้ง ไม่ใช่เพราะทำงานไม่ดี แต่เพราะเศรษฐกิจและโครงสร้างมันใหญ่กว่าที่บริษัทจะแบกไหว พอมาทำเรื่องการเงิน เลยเข้าใจเลยว่า "มีแผนสำรอง" ไม่ใช่เรื่องของคนขี้กลัว แต่เป็นเรื่องจำเป็น
ถ้าเป็นผม จะเช็ก 3 อย่างนี้ก่อน
1 Re-check ถังสำรอง
ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินหรืองานสะดุด เราจะอยู่ได้กี่เดือน? ในยุคที่ Domino กำลังล้มแบบนี้ ถังสำรองต้องแน่นกว่าปกติ
2 Lock "ต้นทุนความซวย"
ในวันที่ข้าวแกงแพงขึ้น เราคงไม่อยากเจอ "ค่าหมอ" หรือ "อุบัติเหตุ" มาซ้ำเติม ถ้ากันชนที่มีสู้ค่ารักษาพยาบาลวันนี้ไม่ไหว ลองปัดฝุ่นมาดูหน่อยครับว่ามันยัง "กันกระแทก" ให้เราได้จริงมั้ย
3 Upskill ให้ทันการเปลี่ยนแปลง
คนที่จะเป็น "The Last Man Standing" มักไม่ใช่คนที่ทำงานตามสั่งเก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจภาพรวมมากที่สุด คนที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง "เนื้องาน" กับ "ผลลัพธ์ทางตัวเลข" จะกลายเป็นทรัพยากรที่บริษัทขาดไม่ได้ในยามวิกฤต
ไม่มีใครรู้ว่า Domino ตัวไหนจะล้มใส่เราก่อน
แต่รู้ว่า คนที่เตรียมไว้ก่อน เจ็บน้อยกว่าเสมอ
