สิ่งที่ “ประกันออมทรัพย์” ให้…มากกว่าดอกเบี้ยธนาคาร
นอกจากผลตอบแทน มาดูกันว่าประกันออมทรัพย์ให้อะไรเราบ้าง
◼️1. ความคุ้มครองชีวิต
นี่คือความแตกต่างที่ชัดที่สุดระหว่าง “ฝากเงิน” กับ “ประกันออมทรัพย์” ถ้าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ยังไม่ครบอายุสัญญา ไม่ว่าเราจะจ่ายเบี้ยไปถึงปีไหน คนที่เรารักก็ยังได้รับเงินก้อนตามทุนประกัน เช่น
ออมผ่านประกันปีละ 50,000 บาท ทุนประกัน 1,000,000 บาท → ถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดในปีที่ 3 ครอบครัวได้รับ 1,000,000 บาททันที
แต่ถ้าเป็นฝากประจำปีละ 50,000 บาท ดอกเบี้ย 1.5% → 3 ปีหลังยังมีแค่ 153,000 บาท เท่านั้น
◼️2. ผลตอบแทนคงที่ ไม่ผันผวน
ผลตอบแทนของประกันออมทรัพย์ถูกล็อกไว้ตั้งแต่วันแรก เรารู้ล่วงหน้าเลยว่า เมื่อครบกำหนด จะได้เงินเท่าไหร่
เช่น ออมปีละ 100,000 บาท นาน 10 ปี ครบสัญญาอาจได้เงินคืนประมาณ 1.1–1.2 ล้านบาท เท่ากับผลตอบแทนเฉลี่ย 1–3% ต่อปี
- 📈ไม่ต้องลุ้นตลาดหุ้น ดอกเบี้ย หรือเศรษฐกิจ
ประกันออมทรัพย์คือ “ที่พักเงินแบบนิ่ง ๆ” สำหรับคนอยากออมอย่างสบายใจ
ส่วนเงินฝาก ดอกเบี้ยมีการปรับขึ้นลง ในแต่ละช่วงของนโยบาย
◼️ 3. สิทธิ์ลดหย่อนภาษี
ถือเป็นโบนัสพิเศษที่บัญชีเงินฝากไม่มีให้ เช่น
ถ้าเราซื้อเบี้ยประกัน 100,000 บาท/ปี และอยู่ในฐานภาษี 30% → เราประหยัดภาษีได้ทันที 30,000 บาท แปลว่าเหมือนได้ “ผลตอบแทนเพิ่ม” จากภาษีอีกขั้นหนึ่ง 💡
- 👉ยิ่งถ้าอยู่ในกลุ่มรายได้ที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงๆ นี่ยิ่งคุ้มเลยครับ เหมือนได้ส่วนลดอีกทอด 30% / 35%
◼️ 4. สร้างวินัยในการออม
ต่างจากเงินฝากที่ถอนง่ายทประกันออมทรัพย์ “กึ่งบังคับให้เรามีวินัย” จ่ายต่อเนื่องทุกปี จนครบกำหนด และเมื่อถึงเวลานั้น เราจะได้เห็น “เงินก้อนใหญ่” ที่สร้างจากความสม่ำเสมอ มากกว่าการออมแบบหยิบใช้ระหว่างทาง.
- 👉การหยุดจ่ายหรือถอนเงินออกมาใช้ได้ก่อนครบสัญญา จะทำให้เราเสียสิทธ์หลายอย่าง
Q: แล้วประกันออมทรัพย์เหมาะกับใครบ้าง?
A : คนที่
ต้องการความแน่นอน + ความคุ้มครองชีวิต
อยากลดภาษี
ออมเองไม่ได้ (ต้องมีวินัย)
เงินผ่านประกันออมทรัพย์ถึงมีข้อดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องเอาสัดส่วนเงินออมทั้งหมด มาลงกับประกันนะ
⚠️สิ่งควรมีก่อน:
📲 สนใจปรึกษาเพิ่มเติม? ทักมาคุยกันได้เลยครับ
Share
