การที่เบี้ยประกันเราขึ้น มี 3 กรณีครับ
ปรับเป็นรายบุคคล — ใช้ได้กับกรมธรรม์รุ่นเก่าก่อนเดือน พ.ย. 2564 เท่านั้น ถ้าเล่มของเราออกหลังจากนั้นภายใต้ New Health Standard ความเสี่ยงข้อนี้ตัดออกไปได้เลย
ปรับตามช่วงอายุ — มีตารางกำหนดไว้ชัดเจนตั้งแต่วันที่เราเซ็นสัญญา ไม่มีเซอร์ไพรส์
ปรับยกกระดานทั้งพอร์ต — ข้อนี้แหละที่กระทบวงกว้างที่สุด และเป็นผลโดยตรงจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่วิ่ง 10%++ ต่อปี
จะเห็นว่าไม่มีข้อไหนเลยที่เป็นการลงโทษคนที่เคลมตามจริง
จุดที่เราอาจจะคุมยาก ก็ดูจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยอยู่ที่ 10.8% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.7% ห่างกันประมาณ 15 เท่า กับต้นทุนค่ารักษาของคนทั้งพอร์ตรวมกันมันจะแพงขึ้นๆ
เงินเฟ้อทางการแพทย์ VS เงินเฟ้อทั่วไป (ไทย)
10.8%
เงินเฟ้อการแพทย์
≈ 15 เท่า
0.7%
เงินเฟ้อทั่วไป
แปลว่าต่อให้เราไม่เคลมเลยสักครั้ง ก็มีสิทธิ์ที่ค่ารักษาจะวิ่งขึ้นทุกปีอยู่ดี และเบี้ยก็ต้องขยับตามความจริงข้อนี้ (ปรับยกกระดาน)
แล้วเรื่องไม่ต่อสัญญาให้ล่ะ
ตรงนี้ต่างกันชัดเจนระหว่างสองมาตรฐาน กรมธรรม์รุ่นเก่าก่อน พ.ย. 2564 บริษัทมีสิทธิ์ไม่ต่ออายุสัญญาได้ แต่ถ้าเป็นเล่มภายใต้ New Health Standard สิทธิ์ข้อนี้ไม่มีแล้ว บริษัทจะปฏิเสธการต่ออายุตามใจไม่ได้
แต่ก็ต้องพูดตรงๆ ว่ามีข้อยกเว้น
กรณีที่เคลมสูงผิดปกติจากกลุ่มเดียวกัน หรือเคลมในลักษณะที่ไม่จำเป็นทางการแพทย์ บางกรมธรรม์มีเงื่อนไขให้ปรับเป็นแบบร่วมจ่ายในรอบต่ออายุได้จริง
ต่างกันตรงที่มันคือเงื่อนไขที่เขียนไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก ไม่ใช่ดุลพินิจที่ใครจะมาตัดสินทีหลัง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมควรเข้าใจรายละเอียดในเล่ม ให้ชัดเจน
เราซื้อประกันสุขภาพไว้เพื่อใช้ตอนป่วย ไม่ได้ซื้อไว้เพื่อรักษาสถิติให้สวย
วันที่หมอบอกว่าต้องนอนโรงพยาบาล คนที่มีประกัน + เข้าใจเงื่อนไขถูกต้อง ชัดเจน ก็สามารถปล่อยจอยได้เลย ว่าภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ เราไม่ต้องมาแบกเอง และประกัน ก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ตามที่เราวางแผนเอาไว้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง