คำถามนี้เจอบ่อยมาก และคำตอบที่ได้ยินบ่อยกว่าจากตัวแทนคือ ไม่พออยู่แล้ว ยกเลิก ทำใหม่เล้ยยย
ผมอยากชวนคิดกลับอีกนิดครับ ถ้ากรมธรรม์เมื่อ 15 ปีก่อนวันนี้ถูกบอกว่าไม่พอ แล้วกรมธรรม์ที่เพิ่งซื้อวันนี้ อีก 15 ปีข้างหน้าจะพอมั้ย?
ข้อได้เปรียบของกรมธรรม์เก่า
ตอนที่เราทำ เราสุขภาพดีกว่าวันนี้ โรคที่เพิ่งตรวจเจอปีนี้ ยังไม่มีในวันที่แถลงสุขภาพ กรมธรรม์นั้นจึงคุ้มครองในสิ่งที่วันนี้อาจซื้อใหม่ไม่ได้แล้ว
เงื่อนไขของสัญญาเก่า มักผ่อนปรนกว่าที่ขายกันในวันนี้ โดยเฉพาะเงื่อนไขทองคำ New Health standard (ปี 2564-2568) ก่อนเงื่อนไขร่วมจ่าย หรือ Co payment จะมา ยังไม่ร่วมเงื่อนไขอื่น ที่เริ่มทยอยเข้ามาตามต้นทุนรักษาที่สูงขึ้นทุกปี
ข้อจำกัด
วงเงินที่เคยพอเมื่อ 15 ปีก่อน (ค่ารักษาหลักหมื่น หรือหลักแสน) วันนี้อาจไม่พออีกต่อไป เพราะผ่าตัดอย่างเดียวก็ 2 แสน up แล้ว / เทคโนโลยีการรักษา ที่ตอนนั้นอาจจะยังไม่มี และทุนประกันชีวิตที่เคยตั้งไว้ตอนยังไม่มีภาระ วันนี้ชีวิตเปลี่ยนไปคนละเรื่องแล้ว
ทางที่ดีกว่าการยกเลิก
ถือคู่กันได้ครับ ให้เล่มเก่ารับความเสี่ยงส่วนที่มันยังแข็งแรง แล้วเติมเล่มใหม่เฉพาะช่องว่างที่ขาด ไม่ใช่ทิ้งของเดิมทั้งหมดแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่
// ผมเป็นตัวแทนนะครับ ใครๆ ก็อยากเปิดเล่มใหม่ได้เพิ่ม แต่อยากบอกตรงๆ ว่าอย่าเพิ่งรีบยกเลิกอะไรเพราะใครคนหนึ่งบอกว่าไม่พอ กรมธรรม์ที่ยกเลิกไปแล้ว ซื้อกลับด้วยสุขภาพวันนี้และเงื่อนไขวันนี้ไม่ได้อีก
เช็คเองได้ 4 ข้อ
ทุนประกันที่มี เทียบกับภาระวันนี้ ยังสมเหตุสมผลมั้ย
ค่ารักษาเพียงพอรึยัง ถ้าประกันเล่มเก่าๆอาจจะเพียงหลักแสน อาจไม่พอในปัจจุบัน
ค่าห้องในกรมธรรม์ เทียบกับราคาโรงพยาบาลที่เราจะไปจริงๆ วันนี้ ห่างกันแค่ไหน เล่มเก่าๆ ค่าห้องอาจมีแค่ 1-2 พัน ซึ่งตอนนี้ อย่างน้อย รพ เอกชน ควรมี 4-5 พันอัพ
รายละเอียดตามตารางความคุ้มครอง Cover การรักษาในปัจจุบัน หรือโรคที่เรากังวลแค่ไหน โดยเฉพาะพวการรักษามะเร็งแบบใหม่ๆ ที่ค่าใช้จ่ายสูงๆ Immunotherapy (ภูมิคุ้มกันบำบัด) , Targeted therapy (การรักษาแบบออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง AKA ยามุ่งเป้า) หรือ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplantation)
กรมธรรม์เก่าอาจไม่พอจริง แต่ก่อนจะทิ้ง ลองถามตัวเองก่อนว่าเรารู้ไหมว่ามันคุ้มครองอะไรอยู่ แล้วสิ่งที่จะได้มาใหม่ ดีกว่าตรงไหนบ้าง