ลูกค้าหลายคนชอบถามหา ประกันแบบไม่จ่ายทิ้ง เอาจริงๆ สมัยผมยังเป็นมนุษย์เงินเดือน ผมก็คิดแบบนี้ครับ... จ่ายเบี้ยไปตั้งเยอะ ถ้าไม่ได้เคลมก็ขอเงินทอนกลับมาบ้างเถอะ

แต่พอผมย้ายฝั่งมาเป็นคนทำตัวเลขหลังบ้าน ถึงเข้าใจสมการนี้ใหม่ว่า ในโลกของการเงิน... คำว่า "ไม่จ่ายทิ้ง" มันมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอครับ

อยากได้เงินทอน ต้องแลกด้วยขนาดของความคุ้มครอง

สมมติคุณมีงบ 30,000 บาทเท่ากัน ถ้าซื้อแบบจ่ายทิ้ง คุณอาจได้ทุนประกันคุ้มครองครอบครัวถึง 3 ล้าน

แต่ถ้าคุณยืนยันจะเอาแบบ มีเงินคืน ทุนคุ้มครองอาจจะหดเหลือแค่ 5 แสน... เพราะบริษัทต้องหักเงินส่วนใหญ่ของคุณไปลงทุน เพื่อหาดอกเบี้ยมาคืนคุณในตอนจบนั่นแหละครับ

คุณกำลัง ฝากเงิน / ลงทุน หรือ "โอนความเสี่ยง" ทั้ง 3 แบบมันต่างกันแบบสิ้นเชิง

หลายคนบ่นว่าประกันที่มีเงินคืนทำไมเบี้ยแพงแต่คุ้มครองน้อย

จริงๆ มันไม่ได้แพงครับ คุณแค่กำลังจ่ายเงินซื้อเพดานความคุ้มครอง พร้อมกับบังคับตัวเองหยอดกระปุกในบิลใบเดียวกัน

แล้วควรเลือกแบบไหนดี?

ถ้าวันนี้ตัวคนเดียว ไม่มีหนี้ ไม่มีภาระข้างหลัง... การซื้อประกันแบบมีเงินคืน ก็เป็นทางเลือกที่ไม่ได้แย่ครับ

แต่ถ้าคุณมีครอบครัว มีลูกที่ต้องส่งเรียน หรือมีบ้านที่ยังผ่อนไม่หมด... การยอม "จ่ายทิ้ง" เพื่อแลกกับเพดานความคุ้มครองที่สูงกว่าเงินต้นมากๆ อาจเป็นทางเลือกเดียวที่จะรักษาคุณภาพชีวิตของคนข้างหลังไว้ได้ ในวันที่เราไม่อยู่แล้วครับ