เดือนที่แล้วนัดคุยแผนการเงินกับลูกค้าทั้ง 4 คนเป็นผู้จัดการระดับกลาง พอถามว่า "วันนี้เป็นไง" คำตอบแพทเทิร์นเดียวกันหมดเลย

เช้าโดนหัวหน้าทวงตัวเลขที่ยังไม่ปิด

สายโดนลูกน้องขอปฏิเสธงาน หนูขอไม่ทำนะคะ ส่วนอีกกลุ่ม ทำนะ แต่งานผิดกระจุย แต่เน้นมั่นไว้ก่อน

บ่ายโดนแผนกอื่นโทรมาโบ้ยว่าโปรเจกต์ช้าเพราะทีมตัวเอง

เย็นกลับมาบ้านต้องดูพ่อแม่หรือลูกต่ออีกยก

ความเครียดของกลุ่ม Middle manager มันไม่ใช่แค่ sandwich สองชั้นแบบที่คนพูดถึง (พ่อแม่-ลูก) — มันคือแรงกด 4 ทิศพร้อมกัน

แรงกดดัน 4 ทิศของ Middle Manager มีอะไรบ้าง?

ทิศบน — เจ้านายต้องการผลลัพธ์ ไม่สนใจว่าทีมเหลือกี่คน KPI ภาพรวมก็จะเอา งานล้น คนไม่พอ แต่คุณต้อง Engage ทีม ให้ลูกทีมรักด้วยนะ

ทิศล่าง — ลูกน้อง บางคนก็งอแง บางคนก็ปล่อยเกียร์ว่าง ยิ่งทีมที่มีหลาย Gen ยิ่งบันเทิงเลย Gen X ฉันจะไม่ปรับอะไรทั้งนั้น ส่วน Gen Z บางคนก็ยัง งง บางคนก็ติดต่อไม่ได้เลย เวลามีงานด่วน (บางคน ไม่ใช่ทั้งหมด)

ทิศข้าง — cross function ที่พร้อมโบ้ยความผิดเวลาโปรเจกต์มีปัญหา เกิดจากแผนกเธอแหละ ฉันไม่เกี่ยว

ทิศบ้าน — พ่อ แม่ ลูก ที่ต้องการทั้งเวลา และ Resouces ทุนทรัพย์ สำหรับพยุงครอบครัว

ตัวเลขปี 2569 สะท้อนความเครียดของ Middle Manager แค่ไหน?

ข้อมูลปี 2026 สอดคล้องกับที่เห็นจริง

45%ผู้จัดการระดับกลาง burnout สูงสุดในทุกระดับพนักงาน
+50%ลูกน้องต่อหัวที่ต้องดูแลเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 2013

เพราะองค์กรตัดชั้นกลางออกไปเรื่อยๆ แต่แรงกดดันไม่ได้ลดลงตามจำนวนคนที่เหลือ

ทำไมตำแหน่งนี้ถึงรับแรงกดดันมากที่สุดแต่ไม่มีใครมองเห็น?

ตำแหน่งที่รับแรงกดมากที่สุดในองค์กร กลับเป็นตำแหน่งที่มีเกราะป้องกันน้อยที่สุด ไม่มีอำนาจสั่งการเต็มแบบเจ้านาย ไม่มีอิสระทำตามคำสั่งแบบลูกน้อง

และเป็นช่วงรายได้ เริ่มสูงชัน ขึ้นไว ในชีวิตการทำงานพอดี แต่ไม่มีเวลาเหลือพอจะวางแผนอะไรกับมันเลย เงินเดือนขึ้นทุกปีจริง บัญชีออมเงินกลับไม่ได้โตตามทุกปีเหมือนกัน เพราะสมองที่ควรเอามาคิดเรื่องนี้ ถูกใช้ไปกับการรับมือทั้ง 4 ทิศก่อนแล้วตั้งแต่เช้า

ลองคิดกันดูนะครับ ว่าวันธรรมดาของตัวเอง เราโดนกดดันมาจากกี่ทิศทางกัน เหลือพื้นที่ตรงไหนไว้คิดเรื่องของตัวเองบ้าง