วีคก่อนมีข่าวที่คนในแวดวงการบริหาร ทั้งราชการ และเอกชนน่าจะสะดุดตา รองนายกรัฐมนตรีมอบ ก.พ. ไป(ศึกษา!!)แผนเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ เริ่มที่อายุ 40 ปี พร้อมปรับสวัสดิการรักษาพยาบาลจากเบิกได้ไม่จำกัด มาเป็นระบบประกันสุขภาพแทน สาเหตุก็เดาไม่ยาก ค่าใช้จ่าย Overhead cost พุ่งงปรี้ดด ในขณะที่ ROI ยังไม่แน่ชัด
ในฐานะที่เคยดูแลสวัสดิการองค์กรข้ามชาติมาก่อน ผมมองเรื่องนี้ในอีกมุมนึง
นี่ไม่ใช่นโยบายใหม่ มันคือ pattern ที่เอกชนผ่านมาแล้วในอดีต
เปลี่ยนจาก defined-benefit pension (ให้ชัวร์ๆ แบบตายตัว เช่น บำนาญ) และสวัสดิการรักษาพยาบาลไม่จำกัด มาเป็นระบบ defined-contribution (นายจ้าง & ลูกจ้าง ต่างมีส่วนร่วม ตัวอย่างที่ชัดมากคือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) และประกันกลุ่มที่มีมานานแล้ว ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือควบคุมต้นทุนระยะยาวได้ดีกว่า
สิ่งที่ราชการกำลังเจอ คือสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนเอกชนเจอมาตลอด
พนักงานเอกชนไม่เคยมี "สวัสดิการการันตีตลอดชีวิต" อยู่แล้ว ทุกคนต้องพึ่งแผนสำรองส่วนตัวเป็นทุนเดิม
คำถามที่น่าสนใจกว่าคือผลกระทบต่อ talent pool ภาครัฐ
ถ้าความมั่นคงที่เคยเป็นจุดขายหลักของงานราชการเริ่มจางลง คนรุ่นใหม่จะยังเลือกเข้าระบบราชการด้วยเหตุผลเดิมอยู่ไหม หรือองค์กรรัฐต้องเริ่มแข่งเรื่องอื่นแทนล่ะ? อนาคตเราอาจ Expect ว่า เงินเดือนข้าราชการสูงขึ้น แต่ Benefit สวัสดิการอื่นๆลดลง
ไม่ว่าจะอยู่ภาครัฐหรือเอกชน บทเรียนเดียวกันนี้ใช้ได้กับทุกคน สวัสดิการจากองค์กรคือของเสริม ไม่ใช่ฐานหลักที่วางใจได้ตลอดไป แผนการเงิน และแผนชีวิตที่เราวางเองตะหากคือสิ่งที่ควบคุมได้มากที่สุด