คำถามนี้เจอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ และที่น่าเป็นห่วงกว่าคือมีคนที่ลังเลจะไปหาหมอ เพราะกลัวว่าถ้ามีประวัติแล้วจะทำประกันไม่ได้อีกเลย ผมเพิ่งไปอบรมเรื่องนี้มา เลยอยากเล่าให้ฟังครับ
คำว่าโรคทางจิตเวช มันกว้างกว่าที่คนเข้าใจมาก
ในทางการแพทย์ โรคจิตเวชแบ่งได้หลายกลุ่ม ไล่ตั้งแต่กลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์ซึ่งรวมโรควิตกกังวล แพนิค และซึมเศร้า ไปจนถึงกลุ่มความผิดปกติทางจิตอย่างโรคจิตเภทที่มีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน
พอมันเป็นคนละกลุ่มกัน การพิจารณารับประกันก็เป็นคนละเรื่องกันด้วย พูดรวมๆ ว่า "เป็นโรคจิตเวชแล้วทำประกันไม่ได้" จึงไม่ตรงกับความจริง
กลุ่มที่พอมีทาง
ซึมเศร้าที่อาการไม่รุนแรง / วิตกกังวล รักษาจนหาย หยุดยาและหยุดการรักษาต่อเนื่องมาแล้วสักระยะ ประมาณ 5 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปสามารถยื่นให้บริษัทพิจารณาได้ ไม่ใช่ปิดประตูตายอย่างที่หลายคนเข้าใจ
กลุ่มที่ยากจริง
คือกลุ่มโรคจิตเภท และกลุ่มที่มีประวัติทำร้ายตัวเอง สองกลุ่มนี้ตรงไปตรงมาว่าพิจารณายาก เพราะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่ประเมินได้ยากในระยะยาว
ย้ำว่าทั้งหมดนี้เป็นภาพกว้างเท่านั้นนะครับ เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องปัจเจกและซับซ้อนมาก การพิจารณาจริงดูเป็นรายบุคคล ทั้งความรุนแรง ประวัติการรักษา และสุขภาพด้านอื่นๆ ประกอบกันทั้งหมด
ถ้าอาการไม่รุนแรงขนาดเคส red flag ด้านบน ประวัติไม่ได้ปิดประตูถาวร แต่มันคือเรื่องของจังหวะเวลา
ผลอาจออกมาได้หลายแบบ ทั้งรับปกติ รับโดยมีข้อยกเว้นเฉพาะ หรือขอเลื่อนพิจารณา แต่ไม่ยื่นเลยคือปิดโอกาสตัวเองตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ทำให้เสียโอกาสจริงๆ ไม่ใช่การมีประวัติ แต่คือการไม่แถลง เพราะถ้าปกปิดแล้วบริษัทตรวจพบภายหลัง ผลที่ตามมาหนักกว่าการถูกยกเว้นตั้งแต่แรกมาก
และที่อยากบอกตรงๆ คือ ถ้าต้องเลือกระหว่างไปรักษาให้หาย กับเก็บไว้ไม่รักษาเพื่อรักษาสิทธิ์ซื้อประกัน ผมเลือกให้ไปรักษาครับ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง