ถ้าวันหนึ่งที่เราต้องกลายเป็น ผู้รับมรดก ขึ้นมา (หรือบางคน ก็วางแผนที่จะส่งต่อมรดกในอนาคต) ซึ่งบางคนก็คิดว่ามรดก ก็คือรับทรัพย์ไปได้เลย แต่ในความจริง มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ มรดกบางอย่างเสียภาษี ขณะที่อีกหลายอย่าง ได้รับการยกเว้น เราสามารถวางแผนก่อน ป้องกันไม่ให้คนข้างหลังต้องวุ่นวายทีหลังครับ
โดยทั่วไป ผู้รับมรดกจะต้องเสียภาษี เฉพาะในส่วนที่ เกิน 100 ล้านบาท จากเจ้ามรดกหนึ่งราย
- 🔹รับจาก พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย → เสียภาษี 5%
- 🔹รับจาก บุคคลทั่วไป → เสียภาษี 10%
เช่น ถ้าเราได้รับบ้านและที่ดิน มูลค่ารวม 120 ล้านบาท
→ ส่วนที่เกิน 100 ล้าน คือ 20 ล้าน →ถ้าเราเป็นลูกของเจ้ามรดกเอง จะเสียภาษี 5% = 1 ล้านบาท
💸 ทรัพย์มรดกที่ ต้องเสียภาษี
- •✅อสังหาริมทรัพย์ – บ้าน ที่ดิน คอนโด (ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมโอน)
- •✅ หลักทรัพย์ในตลาด – หุ้น กองทุน พันธบัตร
- •✅ เงินฝาก – บัญชีธนาคารหรือสหกรณ์ รวมถึงดอกเบี้ยสะสม
- •✅ ยานพาหนะ – รถยนต์ เรือ มอเตอร์ไซค์ ที่มีการจดทะเบียน เป็นชื่อเจ้าของมรดก
- •✅ ทรัพย์สินการเงินอื่น ๆที่มีระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกา
❎ ทรัพย์มรดก ที่ไม่ต้องเสียภาษี : แม้ได้รับมากแค่ไหน ก็ไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดก”
- •❌ สิ่งของไม่ระบุชื่อ เช่น เครื่องประดับ ภาพวาด งานศิลปะ วัตถุโบราณ – ถ้าไม่มีการประเมินหรือขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ ก็ถือว่า ประเมินมูลค่ายาก ไม่ถูกนำมาคิดภาษีครับ
- •❌ ยกให้คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าเพศใดก็ตาม หากจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง ได้รับการยกเว้น 100%
- •❌ เงินประกันชีวิต ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้า ไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว👉 รอดทั้งภาษีมรดก และภาษีเงินได้
- •❌ ทรัพย์ที่ยกให้ สาธารณะประโยชน์ เช่น มอบให้วัด โรงเรียน มูลนิธิ ได้รับการยกเว้นเต็มจำนวน รวมถึงกรณีบริจาคให้สาธารณะประโยชน์ในต่างประเทศด้วยครับ
การไม่รู้อาจทำให้ครอบครัวต้องเสียภาษีโดยไม่จำเป็น หรือแย่งชิงทรัพย์กันด้วยความเข้าใจผิด การวางแผนล่วงหน้า ไม่ว่าจะ ทำประกันชีวิต/ ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์/ จัดทำพินัยกรรมอย่างชัดเจน ช่วยเรื่องการจัดทรัพย์ให้ตรงตามเจตนา และช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวได้ในระยะยาวครับ
