💡 4 เทคนิควางแผนภาษี ที่หลายคนอาจมองข้าม
การลดภาษีไม่ใช่แค่ซื้อลดหย่อนให้ครบ จริง ๆ แล้ว ยังมีกลยุทธ์อื่นที่ช่วยประหยัดภาษีได้อีกหลายหมื่น โดยไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม ผมมี 4 เทคนิคที่ลูกค้าหลายคนใช้แล้วประหยัดได้จริง 🎯
ภาษีไทยเปิดทางให้เราเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ
แบบเหมา: เช่น รายได้ค่าเช่า หักเหมาได้ 30% แบบตามจริง: ถ้ามีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เช่น ซ่อมแซมห้อง ปรับปรุงบ้าน เลือกยื่นตามจริงจะคุ้มกว่า
- 📍หลายคนเลือก “เหมา” เพราะง่าย แต่บางปีที่มีค่าใช้จ่ายเยอะ เช่น ปล่อยเช่าอสังหา มีค่าซ่อมต่างๆ (หลักหมื่น–หลักแสน) การยื่น “ตามจริง” พร้อมหลักฐาน จะประหยัดภาษีได้มากกว่าคร้บ
เงินเดือนถูกจัดอยู่ใน มาตรา 40(1) — หักเหมาได้ไม่เกิน 100,000 บาท หรือค่าจ้างจากการทำงาน (ไม่ประจำ) อยุ่ใน 40(2) - เหมาไม่เกิน 100,000 เช่นกัน
ถ้าบางคนเป็นอาชีพที่มี “ความชำนาญเฉพาะทาง” เช่น
หมอ / การประกอบโรคศิลป์ / → สามารถยื่นเป็น 40(6) หักเหมาได้สูงสุด 60% ทนาย / วิศวกร / สถาปนิก / นักบัญชี ฯลฯ → หักเหมาได้ 30%
- 📍ไม่ใช่ทุกคนเหมาะ – ต้องดูสิทธิประโยชน์อื่นด้วย และเป็นวิชาชีพเฉพาะ ต้องออกใบกำกับภาษีถูกต้อง – ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อเรียก
บางครั้งเรา ไม่ได้เสียภาษีเพราะรายได้เยอะ แต่เพราะช่องทางการออม หรือลงทุน
ตัวอย่าง👇
- 🔹เงินฝาก จะเสียดอกเบี้ย 15% ส่วนที่เกิน 20,000 บาท → สามารถย้ายบางส่วนไป กองทุนตลาดเงิน หรือ ประกันออมทรัพย์ ที่ลดหย่อนได้ และเงินคืนจากประกันไม่เสียภาษี
- 🔹กองทุนปันผล (ปันผลโดนภาษี 10%) → เปลี่ยนเป็น กองทุนสะสมมูลค่า (Accumulative) หรือ ประกันควบการลงทุน (Unit Linked) + ได้ความคุ้มครองชีวิต
- 🔹ลงทุนหุ้นต่างประเทศ เสียภาษีจาก Capital Gain→ พิจารณา กองทุนในไทยที่ลงทุนต่างประเทศ (Feeder Fund) หรือ DR (Depositary Receipt) ลดความซับซ้อนภาษี และได้ผลประโยชน์ในประเทศ
Feeder Fund และ DR คือทางลัดของคนอยากลงทุนต่างประเทศ แต่ไม่อยากยุ่งเรื่องภาษีและการยื่นรายงานซับซ้อน เพราะยังถือว่าเป็น “สินทรัพย์ในไทย” อย่างไรก็ตาม แค่เรื่องภาษีอาจไม่่ใช่ทุกคำตอบ พิจารณาเรื่องค่าธรรมเนียม ผลตอบแทน และความเสี่ยง ด้วยนะครับ
- 📍Structure การลงทุนส่งผลต่อภาษี ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน ภาษีต่างกันได้
- 📍ได้ผลปันผล ≠ ดีเสมอไป : บางคนเสียภาษีน้อยกว่าถ้าถือกองทุนสะสมมูลค่าและไม่ได้ต้องการประแสเงินสดจากปันผล
โดยเฉพาะในเคสคู่สมรสครับ
- 🔸ยื่นแยก (ต่างคนต่างยื่น)
เหมาะสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีรายได้ใกล้เคียงกัน หรือมีรายการลดหย่อนแยกกันอย่างชัดเจน
ข้อดี
เคสส่วนมากเลย ยื่นแยก จะประหยัดภาษีกว่า หากรายได้ใกล้เคียงกัน เพราะถ้าคนหนึ่งรายได้สูง (ฐาน 25–30%) อีกคนรายได้ต่ำ (ฐาน 10%) → การยื่นรวมกันจะดันฐานภาษีขึ้น ทำให้เสียภาษีแพงกว่าที่ควร
- 🔸ยื่นรวม : นำรายได้ของคู่แต่งงานมารวมกันเป็นก้อนเดียว
เหมาะกับ ฝ่ายหนึ่งมีรายได้สูง อีกฝ่ายมีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้เลย
ข้อดี
- 🔹สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของคู่สมรสได้มากขึ้น โดยเฉพาะคู่ที่มีรายได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าฝ่ายหนึ่ง ไม่มีรายได้เลย → การรวมทำให้ค่าลดหย่อนของเขาไม่สูญเปล่า
ตัวอย่าง :
- 🔹ถ้าฝ่ายหนึ่งมีรายได้สูง อีกฝ่ายไม่มีเลย เมื่อรวมกัน รายได้เฉลี่ย จะลดฐานภาษีลงเช่น จากฐาน 30% →20% ผลรวมภาษีที่ต้องจ่ายจึงน้อยลง
ประเด็นอื่นๆ ของการแยกยื่น
- 📍ถ้าครอบครัวมีรายได้อื่น เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย สามารถแยกยื่นส่วนรายได้เสริมให้ “คนที่เสียภาษีน้อยกว่า” (ฐานต่ำกว่า) เพื่อประหยัดได้อีกขั้น
- 📍การยื่นแยก ยังใช้ได้กับ ค่าชดเชยออกจากงาน โดยอายุงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จากการเลิกจ้าง สามารถยื่นแยกจากรายได้ปกติได้ เพื่อรายได้จากค่าชดเชย จะได้ไม่ไปปูดที่ฐานภาษี และยกเว้นภาษีใน 6 แสนบาทแรก
- 🎯สรุป
1.เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่ได้เปรียบที่สุด 2.จัด Structure รายได้ให้เสียภาษีน้อยสุด 3.ปรับ Portfolio การลงทุนให้มีประสิทธิภาพภาษี 4.วางแผนการยื่นร่วมกับคู่สมรสอย่างชาญฉลาด
เทคนิคเหล่านี้ใช้ได้จริง ไม่ผิดกฎหมาย และช่วยประหยัดได้หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อปีเลยครับ
Share
